การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของเวียดนาม: โอกาสของนักลงทุนไทยในธุรกิจที่มีศักยภาพ

127

 

ด้วยระบบการปกครองแบบสังคมนิยมของเวียดนาม ทำให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ขึ้นมาเป็นจำนวนมากเพื่อดำเนินการในเชิงพาณิชย์ โดยในปี 2543 จำนวนรัฐวิสาหกิจในเวียดนามสูงถึง 5,759 แห่ง แบ่งเป็นของรัฐบาลกลาง 2,067 แห่ง และของรัฐบาลท้องถิ่น 3,692 แห่ง ทั้งนี้ ความพยายามในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของทางการ นำไปสู่การควบรวมและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จนกระทั่งจำนวนรัฐวิสาหกิจเหลือเพียง 2,000 แห่ง (ข้อมูลปี 2558) อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจที่มีขนาดสินทรัพย์ที่สูงและมีอำนาจทางเศรษฐกิจจะเป็นรัฐวิสาหกิจในส่วนของรัฐบาลกลาง

โดยในปี 2557 รัฐวิสาหกิจมีขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ 3.11 พันล้านด่อง จะเห็นได้ว่า รัฐวิสาหกิจเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าของรัฐบาลและมีศักยภาพในการเป็นแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศผ่านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือการขายให้กับนักลงทุนเฉพาะราย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามมีรายรับจากการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การขายหุ้นรัฐวิสาหกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมูลค่า 11.29 ล้านล้านด่องในปี 2559 เป็นต้น

ทั้งนี้ จากแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปี 2559-2563 มีรัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปรรูปจำนวน 106 แห่งครอบคลุมในหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจสื่อสาร เป็นต้น โดยรัฐบาลกำหนดสัดส่วนหุ้นที่จะแปรรูปในรัฐวิสาหกิจแต่ละประเภทแตกต่างกัน รัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูปโดยให้เอกชนถือหุ้นใหญ่จะเป็นธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง(ปูนซีเมนต์)

ขณะเดียวกันรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์หรือมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ จะขายหุ้นให้เอกชนในสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 35 โดยรัฐบาลยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปรรูปภายใต้แผนดังกล่าวมีจำนวนมาก และมีบางภาคธุรกิจที่มีศักยภาพและน่าสนใจสำหรับการต่อยอดของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากไทย ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีกระแสการเข้าไปควบรวมกิจการ (M&A) กับภาคธุรกิจในเวียดนาม เพื่อจะได้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศของเวียดนามที่ใหญ่และสังคมเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

โอกาสลงทุน SOEs ที่มีศักยภาพ: ธุรกิจที่เติบโตสอดคล้องกับตลาดภายในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมิน ธุรกิจศักยภาพที่อาจตอบโจทย์นักลงทุนที่สนใจ โดยได้พิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน ประการแรก คือ เรื่องสัดส่วนการถือหุ้น โดย SOEs ที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้นักลงทุนถือหุ้นได้มากกว่าร้อยละ 50 ถือเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ โดยทางการอนุญาตให้ถือหุ้นใหญ่ได้ในบางอุตสาหกรรม แต่หากเป็นนักลงทุนต่างชาติอาจเผชิญข้อจำกัดเรื่องเพดานการถือหุ้นที่ไม่เกินร้อยละ 49 ก็อาจเป็นไปได้ว่า รัฐบาลอาจพิจารณาอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้นักลงทุนต่างชาติบางรายสามารถถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจได้เกินร้อยละ 50 ซึ่งมากกว่าการเข้าไปซื้อกิจการผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือซื้อกิจการโดยตรงกับภาคเอกชนท้องถิ่น

ประการที่สอง คือ ประโยชน์ทางอ้อมจากการเข้าไปลงทุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัมปทานที่เดิมภาครัฐจำกัดโอกาสการเข้าไปลงทุนของภาคเอกชน อีกทั้งประโยชน์จากเครือข่ายการกระจายสินค้า (Distribution Network) ที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อขยายฐานลูกค้าตลาดผู้บริโภคชาวเวียดนามได้ และประการสุดท้าย คือ การครองส่วนแบ่งในตลาดที่ชี้ให้เห็นขนาดของฐานลูกค้าที่นำไปสู่การต่อยอดการเสนอขายผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องให้กับฐานลูกค้าปัจจุบัน

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง การเติบโตของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการภาครัฐหนุนความน่าสนใจของ SOEs ในธุรกิจนี้ โดยนอกจากประเด็นที่รัฐอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถถือหุ้นได้มากกว่าร้อยละ 50 แล้ว ทิศทางตลาดยังเป็นอีกประเด็นที่ทำให้ SOEs ในธุรกิจก่อสร้างมีความน่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.0 ในช่วงปี 2560-2568 โดยเฉพาะโครงการด้านคมนาคมของภาครัฐ ซึ่งมี SOEs เป็นครองส่วนแบ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเหนือ-ใต้ (ฮานอยและนครโฮจิมินห์) มูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh) มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น

สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐนั้นดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในประเทศ โดยการขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป มีความต้องการที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออกในเวียดนาม ซึ่งน่าจะยังคงโมเมนตัมเช่นนี้ต่อไปในระยะกลาง-ยาว

อย่างไรก็ดี โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่ง SOEs ในอุตสาหกรรมนี้ยังมีข้อจำกัด โดยที่ผ่านมาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่มีแหล่งเงินทุนมาจากภาครัฐ ดังนั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของทางการเวียดนามครั้งนี้ จึงน่าจะเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อสร้างในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer: BOT) มากขึ้น เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านเงินทุนและเทคโนโลยีมากกว่านักลงทุนท้องถิ่น

ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง(ปูนซีเมนต์) เป็นธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในเวียดนาม โดยสัมปทานและเครือข่ายการกระจายสินค้า (Distribution Network) เป็นปัจจัยหนุนความน่าสนใจของ SOEs นี้ โดยธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มีความสนใจ คือ รัฐอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถถือหุ้นได้มากกว่าร้อยละ 50 ประกอบกับเรื่องสัมปทานในการเข้าไปสำรวจและผลิตปูนซีเมนต์และเครือข่ายการกระจายสินค้าในการจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ครอบคลุมทุกภาคของเวียดนาม

ขณะเดียวกัน SOEs ในอุตสาหกรรมนี้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณร้อยละ 35.5 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาวะตลาดวัสดุก่อสร้าง อย่างปูนซีเมนต์น่าจะขยายตัวอยู่ โดยข้อมูลจาก World Cement Report ชี้ให้เห็นถึงความต้องการปูนซีเมนต์ในเวียดนามเฉลี่ยประมาณ 50 ล้านตันต่อปีหรือเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยร้อยละ 7.0 (CAGR 2555-2559) ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.2 ขณะที่ในปัจจุบันตลาดในประเทศเวียดนามยังมีความต้องการปูนซีเมนต์ประมาณ 60-65 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 120-130 ล้านตัน
ในปี 2563

ธุรกิจสื่อสาร การเติบโตของตลาดออนไลน์ประกอบกับความได้เปรียบเรื่องสัมปทานเครือข่ายด้านการสื่อสารทำให้ SOEs นี้น่าจับตา โดย SOEs ในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากธุรกิจจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องสัมปทานการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานและอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่กว่าร้อยละ 70 ในตลาดการให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน) และร้อยละ 60 ในตลาดอินเทอร์เน็ต 3G ซึ่งน่าจะยังคงโมเมนตัมนี้ต่อไป ขณะที่ ในอนาคตมีแผนจะต่อยอดการให้บริการเพื่อครองตลาดผู้ใช้งานบรอดแบนด์ (Broadband) ที่ร้อยละ 80 และตลาดผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่ร้อยละ 30 รวมถึงตลาดผู้ใช้งานเครือข่าย 4G ที่เพิ่งเริ่มให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ในเวียดนามเมื่อปลายปี 2559

สำหรับตลาดการใช้งานมือถือและอินเทอร์เน็ตของคนเวียดนามรุ่นใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป อย่างการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ทำให้ตลาด E-commerce ในเวียดนามเติบโตโดดเด่น ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากสัดส่วนของชาวเวียดนามที่ซื้อสินค้าออนไลน์ต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ดังนั้น การเข้าซื้อ SOEs ในอุตสาหกรรมนี้ นักลงทุนจะสามารถต่อยอดจากการครองส่วนแบ่งในตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดผู้ใช้งานมือถือและการให้บริการอินเตอร์เน็ต รวมถึงการใช้บริการเครือข่าย 3G & 4G ซึ่งอาจนำไปสู่การนำเสนอบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ศูนย์กลางข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการทางการเงินออนไลน์ เป็นต้น

ธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประโยชน์จาก Distribution Network เป็นประเด็นที่ดึงดูดการเข้าซื้อหุ้น SOEs ในอุตสาหกรรมนี้ โดยธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของประชากรเวียดนาม เห็นได้จากแนวโน้มการขยายตัวของยอดขายในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลุ่ม Non-alcohol ในเวียดนาม คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 11.2 และร้อยละ 11.4 (CAGR 2559-2564) ตามลำดับ ขณะที่ การใช้จ่ายเพื่อบริโภคเครื่องดื่มกลุ่ม Alcohol คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 11.4 (CAGR 2559-2564)

ดังนั้น SOEs ในธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความแข็งแกร่งด้าน Distribution Network จะยิ่งช่วยเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังลูกค้าได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นร้านค้าแบบดั้งเดิมและร้านค้าโมเดิร์นเทรด อย่างซูปเปอร์มาร์เก็ต ขณะเดียวกัน SOEs ในกลุ่มนี้ยังครองส่วนแบ่งในตลาด เช่น ครองส่วนแบ่งร้อยละ 40 ในตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มขนมปัง ข้าวและซีเรียล หรือครองส่วนแบ่งร้อยละ 41 ในตลาดกาแฟสำเร็จรูป เป็นต้น อย่างไรก็ดี การเข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) โดยเข้าไปถือหุ้นประมาณร้อยละ 15-20 ก็ช่วยให้สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในเรื่อง Distribution Network ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมี SOEs อีกส่วนที่มีความน่าสนใจ เช่น ธุรกิจสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยแม้การเข้าไปซื้อหุ้นในธุรกิจเอื้อประโยชน์เรื่องสัมปทานการสำรวจแหล่งน้ำมัน แต่ในปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติก็สามารถเข้าไปลงทุนในรูปแบบ Joint Venture เพื่อร่วมสำรวจและขุดเจาะน้ำมันได้ หรือธุรกิจทางด้านการเงินที่การเข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ก็อาจนำไปสู่การต่อยอดนำเสนอบริการทางเงินให้กับฐานลูกค้าชาวเวียดนามไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตหรือประกันภัย เป็นต้น โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ จากการควบรวมกิจการ

โดยสรุป การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของเวียดนามก่อให้เกิดโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างชาติที่มีความสนใจและความพร้อม(เงินทุนและเทคโนโลยี) อาจตัดสินใจเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจที่เติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดภายในประเทศ ได้แก่ ธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจสื่อสาร รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์)

อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่สนใจคงต้องพิจารณา SOEs ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับเป้าหมายของการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม เนื่องจากการเข้าไปถือหุ้นในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจก็เพียงพอสำหรับการเข้าไปใช้ประโยชน์ทางอ้อมของการลงทุน อย่างการเข้าไปใช้ Distribution Network ในธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค การเข้าไปร่วมสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซ เป็นต้น โดยประเด็นเหล่านี้ นักลงทุนต้องคงต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการเข้าไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม