สถานการณ์ตลาดรวมยังดูไม่ดี..

101

สถานการณ์ตลาดทุนไทยที่วันนี้ยังซบเซา ซึมลงมีแต่แรงขายไม่ค่อยจะมีใครกล้าเข้ารับซื้อหุ้นเท่าไหร่นัก ภาพจึงปรากฏให้เห็นดัชนีมีแนวรับลดระดับลงเรื่อยๆ หลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1550 จุดลงมา หลังตลาดขาดปัจจัยหนุนใหม่ นักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น ปัจจัยกดดันที่ยังรอความชัดเจน

โดยเฉพาะเรื่องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะประชุมกันในวันที่ 14-15 มีค. นี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่ตลาดมีการรับรู้อยู่แล้วถึงแนวโน้มดังกล่าวมาระยะหนึ่ง ทำให้ตลาดมีการซึมซับมีการปรับฐานการลงทุนไปบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปที่สำคัญคือ ความเห็นของประธานเฟด ต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเป็นอย่างไร หากชะลอการขึ้นเพื่อรอดูผลกระทบปัจจัยแวดล้อมก่อน ก็น่าจะเป็นข่าวบวกต่อตลาดทุน แต่หากมีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้เฟด จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินทุนให้ไหลออกได้บ้าง แต่คงไม่มากหรือผันผวนจนต้องเป็นกังวล เพราะช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะในตลาดหุ้นนั้นยังมีจำนวนไม่มากนัก ดังนั้นโอกาสที่จะมีขายหุ้นเพื่อนำเงินออกนั้นจะยังจำกัด ไม่ได้มากมายอย่างในอดีต อีกทั้งด้วยความมั่นคง แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ของทุนสำรอง รวมถึงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาอย่างต่อเนื่องในระดับสูง ย่อมทำให้ความน่าสนใจที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะยังไหลออกไม่มากและยังมีโอกาสหวนกลับเข้ามาอีกในระยะต่อไป

นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 พย. ปี59 ที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกรวมถึงตลาดทุนไทยด้วย ได้ปรับตัวขึ้นมาเป็นอย่างมาก จากความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเรื่องการลดภาษีครั้งใหญ่และแผนการลงทุนจากภาครัฐฯขนานใหญ่ ที่จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ในการแถลงนโยบายของ นายโดนัลด์ทรัมป์ เมื่อวันที่ 28 กพ. ที่ผ่านมายังไม่ได้มีรายละเอียดด้านนโยบายเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมจากที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มมีการทยอยขายหุ้นหลังราคามีการปรับขึ้นไปมากก่อนหน้านี้

นอกจากนี้เรื่องความผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ หลังปริมาณการผลิตและสต็อกน้ำมันดิบในสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งดูจะสวนทางกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างกลุ่ม โอเปกที่ต้องการลดอุปทานส่วนเกินในตลาดไม่ให้สูงเกินไป หลังจากข้อตกลงลดกำลังการผลิตลงของกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก ที่จะลดกำลังการผลิตลงวันละ 1.8 ล้านบาร์เรลไปจนถึงเดือน มิย.60 นี้นั้น

ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 20 %และได้ทำให้ผู้ผลิตน้ำมัน Shale Oil ของสหรัฐฯ เริ่มกลับมาผลิตอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจจะมากกว่าปริมาณที่กลุ่มโอเปกได้ตกลงลดกำลังการผลิตลงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลับมาเป็นขาลงได้อีกครั้ง

สรุปได้ว่าตลาดทุนไทย สถานการณ์แนวโน้มหรือทิศทางการลงทุนยังไม่ชัดเจน นักลงทุนยังขาดความมั่นใจ ไม่กล้าที่จะเข้าลงทุนกันอย่างเต็มที่ จะด้วยขาดปัจจัยหนุนนำใหม่ หรือปัจจัยกดดันที่ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนที่ยังมีอยู่ ตลาดก็คงเลือกทางลงไว้ก่อน อยู่ที่ว่าความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาเมื่อไหร่ รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนมือใหญ่ทั้งกองทุนและต่างชาติจะพร้อมใจกันผลักดันตลาดทุนให้เดินหน้าไปต่อเมื่อไหร่ ตลาดก็คงจะกลับมามีแนวโน้มที่สดใสกันได้ครับ…