การเติบโตของอาเซียนในปี 2560 การขยายตัวในระดับต่ำ

926

เปิดศักราชใหม่ เรามาทำความเข้าใจการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของอาเซียนในปี 2560 ให้ลึกขึ้นอีกหน่อย โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของอาเซียน (ASEAN PMIs) ยังคงบ่งชี้ภาคการผลิตโดยรวมที่ไม่คึกคัก ถึงแม้ว่าการส่งออกเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเกินความคาดหมายในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม

ขณะที่การเติบโตของจีดีพีฟิลิปปินส์ในไตรมาส 4/16 แข็งแกร่งตามคาดที่ร้อยละ 6.6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจของสิงคโปร์ออกมาดีกว่าที่คาด ส่วน ดัชนี PMIs ของประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนธันวาคม โดยพบว่ากิจกรรมภาคการผลิตในมาเลเซียยังคงลดลง ดัชนี PMI ของมาเลเซียยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กิจกรรมภาคการผลิตหดตัวมากขึ้นในอินโดนีเซีย และอยู่ในระดับทรงตัวในสิงคโปร์และไทย ซึ่งดัชนี PMI ปรับตัวดีขึ้นเกินค่ากลางที่ 50.0 จุด เวียดนามและฟิลิปปินส์ยังโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าภาคการผลิตของทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์จะขยายตัวลดลง ดัชนี PMI ยังคงยืนเหนือ 50.0 จุด (ล่าสุดดัชนี PMI เดือนมกราคมกลับมาขยายตัวดีขึ้นทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย)

ข้อมูลการค้าหลายประเทศแข็งแกร่งเกินคาดหมาย ณ สิ้นปี 2559 ทั้ง ๆ ที่ภาคการผลิตหดตัว การส่งออกในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 เทียบกับปีก่อนในเดือนธันวาคม เกินกว่าคาดการณ์ที่ร้อยละ 14 สำหรับในมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน การส่งออกปรับตัวดีขึ้นเกือบร้อยละ 8 เทียบกับปีก่อนในเดือนพฤศจิกายน ตามด้วยการหดตัวในเดือนตุลาคม ขณะเดียวกันในสิงคโปร์ การส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันเติบโตร้อยละ 9.4 เทียบกับปีก่อน

การเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 4/16 เท่าที่ผ่านมาก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 6.6 ในไตรมาส 4/16 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ ทำให้การเติบโตทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 6.8 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 ส่วนในสิงคโปร์ รายงานการเติบโตของจีดีพีในระยะข้างหน้าบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่แข็งแกร่งเกินคาดที่ร้อยละ 1.8 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.3 เทียบกับปีก่อน การเติบโตที่แท้จริงในไตรมาส 4/16 จึงแข็งแกร่งขึ้น

ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในเดือนมกราคม ทั้งธนาคารกลางอินโดนีเซียและธนาคารกลางมาเลเซียคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 4.75 และร้อยละ 3.00 ตามลำดับ โดยทั้งสองแห่งดูเหมือนจะมองการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นบวกมากขึ้น เรามองว่ายังมีโอกาสที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในไตรมาส 1/17 แม้ว่าความเป็นไปได้นั้นจะไม่ได้สูงมากยังมีโอกาสที่จะเห็นการลดสัดส่วนการสำรองเงินฝากทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากธนาคารกลางทั้งสองแห่งต้องการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และการเติบโตของเศรษฐกิจ

-การเติบโตจีดีพีโดยเฉลี่ยของอาเซียนน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ในปีนี้ ไม่แตกต่างมากจากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

-แต่การเติบโตในระดับต่ำไม่ได้หมายความว่าไม่มีประเด็นน่าสนใจ ฟิลิปปินส์และเวียดนามมีระดับการบริโภคและการลงทุนที่สูง ขณะที่ในมาเลเซียและไทยค่อนข้างอ่อนแอในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ

-เราคิดว่าเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียดูสดใสในรอบด้านมากที่สุด เป็นผลจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับต่ำ และการขาดดุลทางการคลังที่ยังบริหารจัดการได้ สำหรับทั้งภูมิภาคอาเซียน การส่งออกภาคบริการและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานน่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป

ความอ่อนแอของการบริโภคในมาเลเซียและไทย

เมื่อดูเป็นรายประเทศแล้ว  จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยและมาเลเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจอื่นๆในอาเซียนอย่างก็มีแนวโน้มจะฉุดรั้งการเติบโตของอุปสงค์ในอาเซียนในภาพรวมเช่นกัน การบริโภคภาคเอกชนของไทยคาดว่าจะเติบโตลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ในปีนี้ เนื่องจากกรอบการใช้จ่ายเข้าสู่ระดับปกติหลังจากที่ขยายตัวสูงจากฐานต่ำที่ร้อยละ 3.1 ในปี 2559   อุปสงค์ที่ฟื้นตัวขึ้นในปีที่แล้วจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นไม่น่าจะส่งผลบวกในอัตราที่เท่ากันในปีนี้ เป็นผลจากการเติบโตของค่าจ้างแรงงานที่แทบจะไม่สอดคล้องกับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ   การลดหย่อนภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นสำหรับปี 2560 จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่มากนัก แต่จะลดภาระภาษีของผู้ที่มีรายได้ปานกลางได้ระดับหนึ่ง และช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยได้เล็กน้อย

การลงทุนเร่งเครื่องในเวียดนามและฟิลิปปินส์

เราคาดว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์เป็นสองประเทศที่นอกจากจะมีอัตราการขยายตัวของการบริโภคเร็วที่สุดแล้ว ยังมีการเติบโตของการลงทุนที่เร็วที่สุดด้วย แต่ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการลงทุนที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ คือ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วน

เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังเพิ่มเป้าหมายการขาดดุลการคลังเป็นร้อยละ 3 ของจีดีพีในปีนี้ โดยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5 ของจีดีพี การลดขาดดุลทางการคลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังแบบผ่อนคลายในช่วงต่อไปได้ และระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำบ่งชี้ว่าการใช้จ่ายจะยั่งยืนได้ในช่วงนี้ ขณะที่เวียดนามกลับมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากดัชนีชี้วัดด้านหนี้สาธารณะและด้านการคลังเข้าใกล้ระดับที่น่าเป็นห่วงท่ามกลางรายได้รัฐจากน้ำมันที่ลดต่ำลง และการลดสัดส่วนการลงทุนของภาครัฐในรัฐวิสาหกิจที่ช้ากว่าแผน

การส่งออกยังคงต้องระมัดระวัง

เราคาดว่าการขยายตัวที่แท้จริงของการส่งออกในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปีนี้ อยู่ที่ร้อยละ 1.5 แต่ก็ยังอ่อนแอกว่าในอดีตมาก   ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าการส่งออกของอาเซียนถึงจุดต่ำสุดแล้วตั้งแต่ปี 2559    แต่กลับบ่งชี้ว่าอย่าคาดหวังว่าการส่งออกจะเร่งตัวกลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ไม่น่าตกใจนักเมื่อพิจารณาถึงคาดการณ์การเติบโตในระดับต่ำในอาเซียน (ซึ่งอาเซียนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของตัวเอง) และญี่ปุ่น บวกกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในระดับประมาณ 6.5%  และเศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวช้าลง ทั้งนี้ เมื่อรวมอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และยูโรโซนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญเข้าด้วยกัน มูลค่าตลาดส่งออกคิดเป็นกว่าร้อยละ 57 ของการส่งออกของเศรษฐกิจในอาเซียน ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละ 11 ของการส่งออกสินค้าของอาเซียนจะไม่สามารถชดเชยกับแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแอได้ นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าในสหรัฐฯ ที่มีความเป็นได้ว่าจะเพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าอาเซียนจะได้ประโยชน์น้อยกว่าที่คาดว่าจะได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

โดย  นางสาวซู เซียน ลิม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี