|
BTsec คาดราคาหุ้น KBANK มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ 65-70 บาท อิง P/E 10.8-11.6x เนื่องจากผลการดำเนินงานปี 2550 มีโอกาสทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยทางการเมืองยังไม่นิ่ง หลังคดียุบพรรคและการอายัดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ปรับลดเป้าหมายสินเชื่อ คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ คงเป้าหมายสินเชื่อสุทธิปีนี้ 8-13% มูลค่า 56,000 ล้านบาท โดยการขยายสินเชื่อในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2550 ไม่มากนัก และไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ต้องรอดูในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2550 โดยจะพยายามทำให้ถึงขั้นต่ำที่สุดที่ 8% และถ้าทุกอย่างชัดเจนก็จะได้เห็น 13% ชี้สัญญาณการลงทุนและบริโภคครึ่งหลังดีกว่าครึ่งแรก ทิศทางดอกเบี้ยขาลง รวมถึงการเบิกใช้งบประมาณ ขณะที่เป้าสินเชื่อยังไม่รวมปัจจัยทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง NPL ลดลงในไตรมาส 2 ของปี 2550 คุณประสาร ยังปรับลดเป้าหมาย NPL ในปี 2550 เหลือ 2% เทียบกับ 3.3% ในไตรมาสแรกของปี 2550 โดย NPL จะเริ่มลดลงในไตรมาส 2 ของปี 2550 เป็นการเร่งปรับโครงสร้างหนี้และติดตามลูกค้าที่มีปัญหาอย่างใกล้ชิด ซึ่ง NPL มีทั้ง NPL ใหม่ และ NPL เก่าที่ไหลย้อนกลับมาเป็น NPL อีกครั้ง รวมทั้งการขายหนี้ออกไปเป็นทางเลือกหนึ่ง ปี 2550 ธุรกิจธนาคารทรงตัว คุณประสาร กล่าวว่าแนวโน้มธุรกิจธนาคารในปีนี้ยังไม่โอกาสที่จะเติบโตได้ แม้โดยภาพรวมแล้วจะอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีความมั่นคงมากขึ้น และสินเชื่อเงินฝากยังมีการขยายตัว แม้ว่าจะต้องระมัดระวัง NPL อยู่แต่ถือว่าไม่รุนแรงมากนัก ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโตได้ดี ดังนั้นปีนี้ธุรกิจธนาคารยังไม่โอกาสในการทำกำไร แต่ต้องระมัดระวังเรื่องคุณภาพสินเชื่อ ผลการดำเนินงานในปี 2550 ไม่ต่ำกว่าปี 2549 ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ คาดผลการดำเนินงานในปี 2007 ไม่ต่ำกว่าปี 2006 แม้จะมีภาระลงทุนด้านไอที ภายใต้ K-transformation โดยมีการตั้งเป้าขายสินเชื่อ 8-13% เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่า 20% และมีนโยบายการกันสำรองประมาณ 5,400 ล้านบาท เพื่อการขยายสินเชื่อใหม่ มีการลงทุนด้านไอที เป็นการต่อยอดธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะ K-Transformation และ channel Expansion ราคาเหมาะสมในปี 2550 ที่ 78 บาท อิง 13XP/E TMB ธปท. ไม่อนุมัติให้จ่ายดอกเบี้ย Hybrid Bond การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TMB จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการเพิ่มทุน โดยเฉพาะจากผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่น กระทรวงการคลังและ DBS Singapore ล่าสุดมีความกังวล ว่าแผนเพิ่มทุนและแผนธุรกิจยังไม่ชัดเจน และทาง TMB จะต้องเพิ่มทุนในไตรมาส 3 ของปีนี้ด้วย มิฉะนั้นเงินกองทุนอาจจะไม่เพียงพอที่รับปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การกำหนดราคาเพิ่มทุน ขณะที่ผลประกอบการในปี 2550 ก็ยังขาดทุนสูง ราคาเหมาะสมปี 50 อยู่ที่ 1.7 บาท อิง P/B ที่ 1x ธปท.ไม่อนุมัติจ่ายดอกเบี้ย Hybrid Bond ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่อนุมัติให้ TMB จ่ายดอกเบี้ยตราสารหนี้กึ่งทุน (Hybrid Bond) วงเงิน US$200 ล้าน (6,900 ล้านบาท) กำหนดชำระในเดือน กรกฎาคม 2550 เนื่องจาก TMB ยังมีผลขาดทุนอยู่ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ซึ่งจะต้องปฏิบัติตาม อีกทั้ง Hybrid Bond เป็นตราสารที่ค่อนข้างไปทางตราสารทุน โดย TMB ชี้ว่าการไม่จ่ายดอกเบี้ยไม่ผิดเงื่อนไขการลงทุน เพราะได้มีการระบุไว้แล้วว่าธนาคารจะไม่จ่ายดอกเบี้ยหากมีผลขาดทุน คลังอยู่ระหว่างการหาเงินเพิ่มทุนภายใน Q3/50 ดร.อารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจยอมรับว่ากรณีที่ ธปท. ไม่อนุมัติให้จ่ายดอกเบี้ย Hybrid Bond จะมีส่วนกระทบต่อการเพิ่มทุน โดยคลังอยู่ระหว่างการหาแหล่งเงินเพิ่มทุน ประมาณ 7 8 พันล้านบาท เบื้องต้นมี 3 ทางเลือกได้แก่ ( 1 ) การขายหุ้นบางส่วนที่คลังถืออยู่ทั้งหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและไม่แข็งแกร่ง ( 2 ) การจำนำหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่กับธนาคารออมสิน ( 3 ) การนำเงินงบประมาณประจำปี 5 มาซื้อหุ้นเพิ่มทุน DBS Singapore แถลงความชัดเจนเพิ่มทุนปลาย มิถุนายน นี้ DBS Singapore จะแถลงความชัดเจนเรื่องเพิ่มทุนปลายเดือนนี้ โดย TMB มีแผนเพิ่มทุน 50,000 ล้านบาท แยกเป็นหุ้นสามัญ 35,000 ล้านบาทและหุ้นกู้ 15,000 ล้านบาท ล่าสุดแผนการเพิ่มทุนจะเสนอขายหุ้นสามัญทั้งหมด 35,000 ล้านบาท โดยไม่มีการออกหุ้นกู้ หลัง Moody ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากออกหุ้นกู้จะมีต้นทุนที่สูงมากโดยมีแผนเพิ่มทุนเบื้องต้น ดังนี้ ( 1 ) กระทรวงการคลังจะลดการถือหุ้นจาก 31 % เหลือ 25% ใช้เงินลงทุน 8,750 ล้านบาท ( 2 ) DBS Singapore จะเพิ่มการถือหุ้นจาก 16 % เป็น 24 .99% ใช้เงินลงทุน ประมาณ 8,820 ล้านบาท ( 3 ) อาจเสนอให้ ออมสินเพิ่ม 1% เป็น 5 % ใช้เงินลงทุน 1,750 ล้านบาท ( 4 ) มีนักลงทุนต่างชาติ 7 8 ราย สนใจซื้อหุ้น
|