ชื่อผู้ใช้

รหัสผู้ใช้


   ลืมรหัสผ่าน
 
วิพากษ์หุ้น   4 มิถุนายน 2550 08:55

เปิดพอร์ต... SCCC


เมื่อการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายต่างมีมุมมองที่อยากจะเห็นเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น
หากแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปลายปี ดังนั้น รายการ”วิพากษ์หุ้น”หาจุดยืนของอนาคตธุรกิจที่อิงกับเศรษฐกิจของประเทศอย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง ที่มี ดร.สถาพร  เพชรทองคำ เลขานุการ และนักธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ที่จะร่วมตอกย้ำตัวเลขของยอดรายได้ทั้งหมด ส่วนจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ค้นหาได้จากมุมมองของ ดร.สถาพร.....

-ยอดขายปูนลดลง ตรงนี้มีมูลเหตุจากสิ่งใด
ดร.สถาพร คำว่ายอดขายปูนลดลง ถ้าเทียบกับการคำนวณหรือการพิจารณาจากความเป็นจริง เราถือว่าเศรษฐกิจคงที่ สำหรับด้านผู้ประกอบการจะมองว่ายังคงที่อยู่ ยอดที่ลดลงถือเป็นอุตสาหกรรมโดยรวมของยอดปูนทั้งหมด
-การเติบโตเป็นไปตามเป้าที่คาดไว้หรือไม่
ดร.สถาพร ผมถึงได้พูดว่าไม่มีการเติบโต เราไม่ได้พูดว่าลด แต่พูดว่าไม่เติบโต เราคงไม่ปรับประมาณการ เพราะตัวเลขของ SCCC ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว
-ยอดขายจะเติบโตประมาณไตรมาสใด
ดร.สถาพร ตรงนี้ผมคิดว่าหลังจากที่ความชัดเจนทางการเมืองค่อนข้างมีมากขึ้น และผู้ใช้เริ่มมีความมั่นใจ ผมคิดว่าจะเป็นตัวกำหนดยอดที่ดี คิดว่าน่าจะดีขึ้น
-ตัวเลขอยู่ที่เท่าใดสำหรับยอดของ SCCC
ดร.สถาพร สำหรับทั้งปี มองว่ายอดขายปูนคงขายอยู่ประมาณ 8-9 ล้านตัน สำหรับในประเทศ
-มองตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง
ดร.สถาพร ต่างประเทศสำหรับเรา ไม่มีปัญหา โดยเราสามารถที่จะส่งออกได้ เพราะว่าตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการปูนสูง
-เศรษฐกิจภาพรวมในธุรกิจปูน มีสาเหตุใดที่จะมากระตุ้นให้เติบโตได้บ้าง
ดร.สถาพร หากมีภาคราชการ มีโปรเจคที่จะสร้างถนน หรือรถไฟฟ้า เพิ่มมากขึ้น ทำให้ยอดการใช้ปูนมีมากขึ้น และส่งผลสูงขึ้น ซึ่งเราก็มุ่งหวังว่าจะมี หากมีการประมูลคิดว่าปีหน้าน่าจะมีการกระเตื้องขึ้น
-ตัวเลขไตรมาสที่ 1 ที่ออกมา SCCC รู้สึกอย่างไร
ดร.สถาพร  หากถามว่าตัวปูนที่ขายไปอาจจะน้อยกว่าที่ขายปีที่แล้ว ผลประกอบการมีหลายส่วนที่เราดู โดยรายได้ที่เข้ามาก็เป็นส่วนหนึ่ง และรายจ่ายที่มี โดยรายจ่ายในตัวราคาน้ำมันค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลง
-ติดตามราคาหุ้นของ SCCC บ้างหรือไม่
ดร.สถาพร ก็ดูบ้าง ไปได้ตามตลาด จริงๆ ของปูนนครหลวงไม่ค่อยเป็นไปตามตลาดนัก โดยคงที่หรือลดหน่อยๆ
-ราคาปูนในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง
ดร.สถาพร ในฐานะผู้ประกอบการก็อยากให้ราคาขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายสุงขึ้นทุกปี แต่เท่าที่ดูสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันยังไม่มีการปรับราคา
-ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น มีผลต่อ SCCC หรือไม่
ดร.สถาพร มีบ้าง ในเรื่องค่าขนส่ง โดยไม่ได้โดยตรงกับเราแต่จะเป็นเรื่องค่าขนส่งให้กับลูกค้า เกี่ยวกับค่าขนส่งวัตถุดิบ
-โครงการล่าสุดของ SCCC เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมหรือพลังงาน
ดร.สถาพร ในด้านพลังงาน บริษัทพยายามลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างแพทฟอร์มสำหรับรองรับขยะอุตสาหกรรม และขยะทั่วไป โดยแปรให้เป็นพลังงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สุงที่สุดของบริษัท เราก็พยายามหาอย่างอื่นมาทดแทนพลังงานที่บริษัทต้องจ่ายเงิน
-พลังงานที่ทำจากขยะ ปัจจุบันมีกี่แห่ง
ดร.สถาพร คงเป็นโรงแมทเกี่ยวกับปูน โดยของคนอื่นอาจจะเป็นโรงกำจัดขยะ แต่ของ SCCC เป็นการนำขยะมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งปูนใหญ่ก็ทำอยู่ และทีพีไอก็ทำ แต่รูปแบบไม่เหมือนกัน
-ผลที่ได้คุ้มทุนหรือไม่
ดร.สถาพร เอาเป็นว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
-โครงการใหม่ๆ นอกจากสิ่งแวดล้อมหรือไม่
ดร.สถาพร ด้านของ corporate social responsibility “CSR” เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญสูงมาก ซึ่ง CSR เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่ง CSR จะเป็นเฉพาะสังคมอย่างเดียว ด้านสิ่งแวดล้อมบริษัทก็ดู ส่วน CSR บริษัทมีโครงการเยอะมาก ที่ทำ เพราะว่าที่เพิ่งทำไปล่าสุด บริษัทได้มอบปูนให้กับกระทรวงศึกษาธิการ นำไปสร้างส้วมให้กับเด็ก คือ เราคิดว่า หากปูนซิเมนต์นครหลวงจะทำโครงการอะไรสักอย่าง ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือสังคม เราควรจะทำให้เป็นรูปธรรม โดยการที่บริษัทได้ให้ปูนไป 400 กว่าตัน นับเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาเองก็อยากให้เด็กมีสุขอนามัย ก็ทำรวมกันหลายเจ้า แต่ไอเดียนี้มาจาก ดร.ไชยยศ และดร.สนิท อักษรแก้ว โดยมาคุยกันว่าเราควรทำอะไรที่ดูยั่งยืนจึงมีโครงการนี้ขึ้น เราจึงจัดให้กรมอนามัยเข้ามาร่วมด้วย โดยรวมตัวทำกัน 3-4 ราย
เคาะกระดานหุ้น
คุณวีระชัย ครองสามสี ผอ.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ จำกัด
คุณภูวดล ลาภอุดมสุข ผอ.อาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน)

-ตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นแรง มีมูลเหตุจากอะไร
คุณวีระชัย อย่างแรก ผมเชื่อว่า หลังจากที่อึมครึมมานาน ปรากฎการณ์แรงซื้อที่เข้ามาในช่วงเช้าทะลักขึ้นมาถึง 20,000 ล้านบาท โดยหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นหุ้นยอดฮิตคือ เงินทุนและหลักทรัพย์โดยเด่นทุกตัว และกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มหลัก เหตุผล ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้ง และไม่เกิดเหตุการณ์ ผมเชื่อว่าตลาดน่าจะไปได้ โดยภาพ SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุ ที่ระดับ 747 จุด ปรับขึ้นมาหมายความว่าจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อเดือนธันวาคมก่อนเจอมาตรการแบงก์ชาติ ตอนนั้น ดัชนีอยู่ที่  747 จุด โดยปัจจุบันขึ้นมาทะลุแล้ว เป้าหมายต่อไปจะปรับตัวขึ้นไป 787 จุด คือ เป็นจุดสูงที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 10 เดือนพฤษภาคม ปี 2549 โดยหลังจากนี้จะเห็นตัวกองทุนเข้ามา เหตุผลคือ ตลาดไม่ได้ขยับขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยระยะสั้นๆ อาจจะมีการขายออกบ้าง
-มีมุมมองต่อตลาดหุ้นในช่วงขาขึ้นนี้อย่างไร
คุณภูวดล คงต้องบอกว่าดีกว่าและน่าจะมีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม แต่ผมกลับมองว่าปัจจัยภายในน้ำหนักไม่มากแล้ว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน บล.เอเชีย พลัส ก็เชียร์ซื้อหุ้นตลอด และมองว่าตลาดหุ้นน่าจะผ่านขึ้นมา 737 จุด และสุดท้าย เบรกขึ้นมาถึง 753 จุด  โดยเหตุผลยังเหมือนเดิมคือ กระแสจาก 3 ประเทศ หรือปัจจัยภายในที่ผันผวนตลอด แต่ทำไมต่างชาติจึงซื้อหุ้นขนาดใหญ่อยู่  จริงๆแล้ว SET 50 กับ SET 100 เบรกขึ้นมาทั้งคู่ แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก วิ่งแซงหุ้นขนาดใหญ่ แต่กระแสแครี่เฟดจะต้องซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องเสมอ คือ SET 50 โดยจะเห็นว่า หุ้นจาร์กาต้า บวกมา 13.84% และตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ บวกประมาณ 7% และตลาดหุ้นไทยบวก 11%  โดย SET จะเจอแนวต้านที่ 757 ดังนั้น 757 บวกกับเหตุการณ์การเมืองที่เปลี่ยนได้ตลอด การขายทำกำไรระหว่างทางย่อมมี
-มองภาพการเมืองชัดเจนมากขึ้นหรือไม่
คุณภูวดล มันเป็นประเด็นที่อั้นมานานมากกว่า เหตุผลที่บอกว่าหุ้นจะขึ้น เพราะตอนนั้นทุกคนมองว่าการยุบพรรคหุ้นจะลง แต่ผมมองว่าจะต้องขึ้น เพราะกระแสเงินสดยังมีการปรับเปลี่ยน ดังนั้น หากจะจับกระแสการลงทุนต่อ ต้องไปดูต่อว่าวอลุ่มของต่างชาติมีมากแค่ไหน ผมว่าระดับแรก 1,500 ล้านบาทเข้ามา น่าจะติดแนวต้าน 757 แต่ถามว่าหากเป็นกระแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หุ้นใหญ่จะปรับลงบ้าง หากเกาะกลุ่มน้ำมันกับกลุ่มธนาคารไว้ จะไม่ตกกระแส
คุณวีระชัย ต้องดูการแปรญัตติของรัฐธรรมนูญว่าจะเสร็จทันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ความเสี่ยงหากกรณีไม่ดีปรับเข้ามาจุดที่ตลาดขึ้น ณ ปัจจุบันก็น่าจะเป็นอะไรที่สมเหตุสมผล หุ้นที่จะมาแนะในสัปดาห์หน้า คือ กลุ่มไฟแนนซ์ หากดูรอบนี้ เริ่มขยับขึ้นมาโอกาสที่จะวิ่ง โดยหลักทรัพย์เป็นหุ้นที่ปรับขึ้นสูง หากตลาดปรับตัวขึ้นแรงๆ หุ้นที่มีตัวไฮเบต้าจะขยับขึ้นมาผมมองว่ากลุ่มหลักทรัพย์น่าสนใจ ส่วนหุ้นที่จะแนะนำในสัปดาห์นี้ คือ กระทิงคืนชีพ หรือ เอเชีย พลัส โดยมองแนวรับอยู่ที่ 3.26 บาท แนวต้านอยู่ที่ 3.60 บาท ส่วน BLS มีการขยับขึ้นมา ผมมองแนวรับไว้ที่ 12.50 บาท แนวต้านที 13.70 บาท
คุณภูวดล ผมมองหุ้นในสัปดาห์หน้า คือ ASP โดยวอลุ่มในเดือนเมษายนต่างชาติซื้อไป 11,000 ล้านบาท โดยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซื้อ 24,000 ล้านบาท ดังนั้น 5 เดือน ซื้อ 66,000 ล้านบาท ปัญหาคือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากวอลุ่มขึ้น เดือนเมษายนปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 9.7 พันล้านบาท เดือนพฤษภาคม ขึ้นมา 1.5 หมื่นล้านบาท  โดยปรับขึ้น 56% ดังนั้นถ้าซื้อหุ้นไฟแนนซ์ที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้น คือ BLS   แนวรับ 12.50 บาท แนวต้าน 14 บาท