ชื่อผู้ใช้

รหัสผู้ใช้


   ลืมรหัสผ่าน
 
Go INTER   19 กันยายน 2549 09:02  

ความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยลดลง


 เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา นักลงทุนได้รับข่าวดีที่กำลังรออยู่คือตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด และอยู่ในระดับเดียวกันกับเดือนกรกฎาคม ซึ่งหมายความว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมครั้งต่อไปในวันพุธที่ 20 กันยายน
 จากการซื้อขายอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าของ Chicago Board of Trade แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสเพียง 6% เท่านั้นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นหนที่สองติดต่อกันที่ไม่ปรับขึ้น หลังจากที่ปรับขึ้น 17 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่กลางปี 2004 ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับตลาดหุ้น
 ตลาดต่างประเทศเริ่มมีความเห็นตรงกันว่าเฟดจะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก เพราะราคาน้ำมันลดลงทำให้มีความกดดันเรื่องอัตราเงินเฟ้อน้อยลง และเริ่มคิดกันต่อว่าเฟดอาจจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยลงเสียด้วยซ้ำในปีหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกลงมากเกินไป ซึ่งยิ่งจะเป็นผลดีมากขึ้นอีกสำหรับตลาดหุ้น
เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ต่ำจริงหรือ

 ความจริงแล้วก็ไม่ต่ำมาก ตลาดคาดการณ์ว่าจะประกาศอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานออกมาที่ 0.2% เทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งจะทำให้เป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่ตัวเลขอยู่ในระดับนี้ ตัวเลขที่ตลาดไม่อยากเห็นคือ 0.3% ซึ่งเป็นตัวเลขของแต่ละเดือนก่อนหน้าเดือนกรกฎาคม ในที่สุดก็ประกาศตัวเลขออกมาที่ 0.2% ตามคาดการณ์ ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปลดลง MoM เป็น 0.2% จาก 0.4% ในเดือนกรกฎาคม
 โดยหลักการแล้วอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเพราะราคาเชื้อเพลิงได้ตกลง แต่ความจริงแล้วอาจจะยังลดลงไม่มากพอ เพราะในทางเทคนิคอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.242% โดยมีการปรับตัวเลขค่าเช่าบ้านตามฤดูกาลลง -0.1% ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นหนึ่งในสามของน้ำหนัก CPI ถ้าตัวเลขนี้ไม่ได้ถูกปรับลงก็มีความเป็นไปได้ว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะสูงกว่านี้เล็กน้อย และเมื่อปัดเศษขึ้นก็อาจจะกลายเป็นตัวเลขสุดท้ายที่ 0.3%
 แสดงว่าเรารอดไปได้อย่างหวุดหวิด ในระยะสั้นตลาดจะติดตามตัวเลข MoM แต่ในระยะยาวนักเศรษฐศาสตร์ต้องดูตัวเลขรายปีด้วย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเป็น 3.8% ในเดือน ส.ค. เทียบกับประมาณ 4.1% ในเดือน ก.ค. แต่ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% จาก 2.7% ในเดือน ก.ค. ตราบใดที่ตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นถึงระดับ 3% ก็คงจะไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก
แล้วเราพร้อมที่จะซื้อหุ้นหรือยัง

 เป็นที่แน่นอนว่ายังมีคำถามที่ยังไม่สามารถตอบได้อีกเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับตลาดหุ้นทั่วโลกในตอนนี้ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ตลอดทั้งปีนี้คือไม่มีความแน่นอนในเรื่องอัตราดอกเบี้ย เรื่องภูมิศาสตร์การเมือง (โดยเฉพาะการเมืองในบ้านเรา) เรื่องราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบพื้นฐาน ตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายในรอบที่สั้นลงเพราะมีเหตุการณ์ไม่แน่นอนหลายประการ เราจึงคิดว่านักลงทุนควรจะซื้อหุ้นตามจังหวะที่กระแสเงินไหลเข้ามา และเลือกหุ้นพื้นฐานบางตัวเก็บไว้สำหรับระยะยาว
 ในช่วงนี้กระแสเงินเริ่มไหลเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มนิ่ง ดัชนี SET ไม่ได้เป็นดัชนีหุ้นเดียวที่ปรับขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าตลาดไทยปรับขึ้นมากกว่าตลาดอื่นเพราะว่าได้ Underperform ตลาดอื่นในเอเชียตลอดทั้งปีนี้
 หลังจากที่ชินกับความคิดว่าอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นมาปีกว่าแล้ว ตอนนี้น่าจะถึงเวลาเปลี่ยนความคิดไปในทางตรงกันข้าม
 เรายังชอบกลุ่มพลังงานสำหรับระยะยาว แต่แนวโน้มไม่ดีในช่วงสั้นเพราะคดีของ PTT ส่วน PTTEP ดูน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าราคาหุ้นยังคงลดลงเพราะราคาน้ำมันอ่อนตัว โรงกลั่นน้ำมันก็น่าลงทุนในระยะยาว แต่ค่าการกลั่นสำหรับทั้ง TOP และ RRC น่าจะลดลงใน 3Q06 ซึ่งทำให้เหลือแต่ ATC ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากราคาคอนเดนเสทที่ลดลง
 กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นไปบ้างแล้ว แต่น่าจะไปต่อได้ เรามีคำแนะนำ SELL สำหรับ LH แต่ถ้าแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง LH ก็น่าจะขึ้นได้มาก อีกบริษัทที่เราชอบคือ AP ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวข้องคือวัสดุก่อสร้างนั้นเราชอบ SCC
 ธนาคารน่าจะสามารถบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ดีขึ้นตั้งแต่ 3Q06 เป็นต้นไป เราคิดว่า SCB อยู่ในฐานะที่ดีเพราะได้ปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องใน 1H06 ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจไม่ตกลงไปมากกว่าระดับ 4% จังหวะของ SCB ก็จะดีมาก ควรระวังเรื่อง NPL ของกลุ่มธนาคาร และควรจะเลือกซื้อแต่ธนาคารขนาดให?ญ่
 ควรจะซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับผู้บริโภค เพราะราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ลดลงมีผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ควรคิดถึงหุ้นที่จะได้รับผลประโยชน์เมื่อผู้บริโภคหันกลับมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง อย่างเช่น ROBINS, MAKRO, BIGC, MAJOR และ SF

 

Index Performance ตั้งแต่ต้นปี
ที่มา: Bloomberg