|
เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้ไปจนถึงปลายปีเป็นฤดูกาล IPO ของทั่วโลกอีกแล้ว สำหรับในเอเชียฝนก็คงจะตกไม่ทั่วฟ้า ส่วนใหญ่จะไปลงที่จีนเป็นส่วนมาก มีที่อินเดียบ้างประปราย และกระจายไปตามประเทศอื่นเล็กน้อย สำหรับตลาดหุ้นไทยเราคงจะประสบปัญหาภัย IPO แล้งไปอีกพักใหญ่ ปัญหาหลักที่เรามีคือเรื่องกรณีเพิกถอนปตท. ซึ่งคงจะใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะสะสางได้ ส่วนปัญหาอื่นทั้งในและนอกประเทศก็ยังคงจะมีอยู่ ในขณะที่บ้านเราได้เริ่มสะสมปัญหาของเรามาหลายปี จนกระทั่งประทุเป็นปัญหาการเมืองมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ทางจีนนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาโตวันโตคืน เศรษฐกิจจีนนั้นบูมมาหลายปีแล้วทำให้บริษัทขนาดยักษ์หลายแห่งต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมด้วยการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ต้องใช้เวลาแต่งตัวกันนานพอสมควร เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ซึ่งก็ไม่ได้แต่ต่างจากโครงสร้างของปตท.สักเท่าไร พอมาถึงช่วงปีนี้จึงมีบริษัทหลายแห่งของจีนพร้อมทำ IPO พร้อม ๆ กัน ถ้าดูจากช่วงห้าปีที่ผ่านมา (โดยใช้ตัวเลขระยะ 12 เดือนสิ้นสุดปลายเดือนมิถุนายน เพื่อให้เปรียบเทียบกับปีนี้ได้ง่ายขึ้น) จะเห็นว่ามูลค่า IPO ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2002 เพิ่มขึ้นสูงถึง 18.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2004 และลดลงเล็กน้อยในปี 2005 เหลือ 14.7 พันล้านดอลลาร์ แต่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมานี้ จีนมี IPO มากถึง 28.1 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของจีนคือ Bank of China ขนาด 11,184 ล้านดอลลาร์และ China Construction Bank ที่ 9,227 ล้านดอลลาร์
มูลค่า IPO ของบริษัทจีน (พันล้านดอลลาร์) ที่มา : Bloomberg
ในช่วงเดือนตุลาคมนี้จะมี IPO ของ Industrial & Commercial Bank of China (ICBC) ซึ่งคาดว่าขนาดจะอยู่ประมาณ 17-19,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับสถาวะตลาดหุ้นในช่วงนั้น ถ้า ICBC สามารถขายหุ้นได้ใกล้เคียง 19,000 ล้านดอลลาร์ ก็จะเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ใหญ่กว่า NTT Mobile Communications ของญี่ปุ่นที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1998 ที่ขายหุ้นประมาณ 18,400 ล้านดอลลาร์ เมื่อเห็นขนาดของ IPO เหล่านี้แล้ว หลายคนคงจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้เราเห็นวานิชธนากร (Investment Banker) ของบริษัทฝรั่งในเมืองไทยน้อยลง โบรกเกอร์ต่างชาติสมัยนี้มักจะมีสาขาหรือตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ไม่ยักมีออฟฟิศของ IB ซึ่งเป็นเพราะว่าพวกนี้ไปหากินกันแถวเมืองจีนกันหมดแล้ว ลำพังค่าธรรมเนียม IPO ของ Bank of China เพียงดีลเดียวก็ปาเข้าไปตั้ง 280 ล้านดอลลาร์ (10,640 ล้านบาท) แถมยังไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบ ปตท.อีกด้วย การทำ IPO ขนาดใหญ่ของประเทศจีนมีผลต่อตลาดหุ้นทั้งภูมิภาค เพราะเบี่ยงเบนทั้งความสนใจและทิศทางของเงินลงทุน (Investment fund flow) ไปหาตลาดจีนหรือตลาดที่เกี่ยวข้องกับหุ้นจีน อย่างตลาดฮ่องกงเองก็จะได้รับผลกระทบมาก เพราะจะมีเงินไหลจากหุ้นตัวอื่นเข้าไป ICBC คราวที่แล้วในเดือนพฤษภาคมที่ Bank of China เข้าตลาด ดัชนีฮั่งเส็งตกวูบก่อนที่หุ้นจะเข้าตลาด
ดัชนี SET ลดลงช่วงทีมี IPO ขนาดใหญ่ของจีน ที่มา : Bisnews, KSecurities
สำหรับตลาดไทย เราเป็นตลาดเล็กคงจะไม่มีการขายหุ้นไทยไปซื้อหุ้นจีนกันมากนัก แต่เม็ดเงินลงทุนใหม่ก็น่าจะชะลอตัวในการไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นของเรา ลองดูดีลใหญ่สองครั้งที่ผ่านมา ตอนที่ China Construction Bank เข้าตลาดในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ดัชนี SET ก็ลดลงและปรับขึ้นได้หลังจากที่ IPO ผ่านไปแล้ว เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ตอนที่ Bank of China เข้าตลาด ซึ่งการทำ IPO ของจีนอาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักที่ตลาดตกลงในแต่ละช่วง แต่ก็น่าจะเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระวังเหมือนกันว่าตลาดไทยอาจจะซบเซา (ยิ่งขึ้น) ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม เท่าที่พูดมาทั้งหมดนี้มีแค่เรื่องดีลในจีนเท่านั้น อย่าลืมว่าประเทศอื่นๆ เขาก็มีดีลอยู่เหมือนกัน ดีลขนาดใหญ่ที่น่าสนใจคือ IPO ในเดือนตุลาคมของ DLF Universal ในอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และคาดว่าขนาดของดีลจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์
|