|
ความคุกรุ่นของสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลงไปทุกขณะ ทำให้ความวิตกกังวลของนักลงทุนไทยเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ความมั่นใจก็เริ่มสะสมเพิ่มพูนขึ้นมาทุกขณะ ทำให้ภาพของการซื้อขายหุ้น ทวีความคึกคักขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากลักษณะความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบวันต่อวันแล้ว ความมั่นใจที่กำลังสะสมเพิ่มขึ้นมานั้น ยังไม่ถึงระดับที่เต็มเปี่ยม เพราะทุกครั้งที่ราคาหุ้นหลักๆ มีการปรับเพิ่มขึ้นมา ในทุกระดับราคาก็ยังต้องฝ่าด่านแรงขายที่มีเข้ามาโดยตลอด ลักษณะเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะที่นักลงทุนกลุ่มหนึ่ง เริ่มมีความมั่นใจเข้ามาซื้อหุ้น ก็ยังมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่ไว้วางใจ ต้องการปรับพอร์ตการลงทุน หรือไม่ก็อยากจะเก็บเงินสดกลับออกไป ทยอยขายหุ้นออกมา เป็นลักษณะธรรมชาติของการปรับฐาน หรือสร้างฐานราคา ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นประจำก่อนที่ราคาหุ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม สภาพเช่นนี้ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากระดับ 780 จุด ลงไปทำจุดต่ำสุดของรอบนี้ที่ระดับ 640 จุดนั้น มีนักลงทุนติดหุ้นเอาไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมา จึงเป็นเหมือนโอกาสที่มาเยือน หากไม่รีบฉวยไว้ เกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นอีกครั้ง ก็จะต้องนั่งกอดใบหุ้น(ที่มีต้นทุนสูง) ต่อไปอีก ส่วนประเด็นที่ว่าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาอีกครั้งนั้น คงต้องมีการขยายความต่อไปอีกนิด ณ พื้นที่ตรงนี้ เคยยืนยันมาตลอดว่าปัจจัยที่มักจะทำให้ตลาดหุ้นไทย เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทาง สำหรับแนวโน้มตั้งแต่ระยะกลางขึ้นไปนั้น ไม่ใช่ปัจจัยเรื่องการเมืองภายในประเทศ เพราะในการรับรู้ของผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ เขาเหล่านั้น เข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองไทยเป็นอย่างดี จึงไม่ได้นำเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อในความวิตกกังวล ในกรณีที่หากจำเป็นต้องปรับพอร์ตเพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลงไปบ้าง ในทางกลับกัน การที่เกิดความชัดเจนขึ้นแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ในวันที่ 15 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยทันที แต่เป็นเพียงเครื่องการันตีเท่านั้นว่า ถึงที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากการเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนทิศทางของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูตัวบุคคลที่จะมาเป็นนากยกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่คุมนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสานต่อโครงการที่รัฐบาลก่อนหน้าเคยประกาศเอาไว้ หรือมีโครงการใหม่ๆที่จะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ คงต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็จนกว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้วประมาณ 1 เดือน จึงจะปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมออกมาอย่างเด่นชัด ดังนั้นระหว่างนี้ ซึ่งกินเวลาอีกอย่างน้อยอีกประมาณ 4 เดือน สิ่งที่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนในประเทศ ควรจะต้องติดตาม ว่าสถานการณ์ใดจะสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจในการจัดการกับพอร์ตการลงทุนของตนเองนั้น มีประเด็นพอสรุปได้ดังนี้ 1.สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของค่าเงินในภูมิภาคเอเซีย และค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา 2.สถานการณ์ความตึงเครียดของการเมืองระหว่างประเทศ ที่จะมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก 3.ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 และ 3 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 4.ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใน ซึ่งจะเป็นสีสัน และปัจจัยในการเก็งกำไรแบบวันต่อวัน หากจะให้น้ำหนัก ประเด็นที่ 1 และ 2 ควรต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะจะเป็นปัจจัยชี้วัดการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศ เพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วว่าเวลาหุ้นไทยจะตก หรือขึ้นอย่างรุนแรงแต่ละครั้ง เหตุผลมักจะไม่ค่อยมาจากปัจจัยภายใน แต่กลับมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ส่วนปัจจัยภายใน ก็ระบุไว้ชัดแล้วว่าเป็นเพียงสีสัน สำหรับใช้ในการเก็งกำไร ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ไป สีสันประเภทนี้ จะมีปรากฏออกมาเป็นระยะๆ
|