ชื่อผู้ใช้

รหัสผู้ใช้


   ลืมรหัสผ่าน
 
มองอย่างเซียน   26 กรกฎาคม 2549 09:06  

Housing Loan ที่ไม่เป็น NPL แต่จะเป็น Saving ทำอย่างไร?


ขณะที่ธนาคารซึ่งปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loan) ทั้งที่เป็นธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์เอกชน ได้รายงานว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยออกไปจนถึงขณะนี้ มีโอกาสจะกลายเป็น NPL มากขึ้น เนื่องจากผู้กู้ยืมไม่สามารถรับภาระหนี้อันเกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น และรายได้ของผู้กู้ยืมไม่เพียงพอกับรายจ่าย อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตลดลง หรืออยู่ในช่วงขาลง ประชาชนโดยเฉพาะที่พอจะมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์อยู่บ้างค่อนข้างจะรู้สึกว่ามันมีอะไรที่ผิดๆ ถูกๆ อยู่ในรายงานดังกล่าวบ้างไหม?
ประการแรก ที่กล่าวว่าภาวะเศรษฐกิจเติบโตถดถอย หรืออยู่ในช่วงขาลงนั้น แล้วทำไมอัตราดอกเบี้ยกลับเพิ่มขึ้น การที่ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยควรจะเป็นกรณีที่ต้องการสกัดกั้นความร้อนแรงในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่มีการจับจ่ายบริโภคมาเกินความจำเป็น และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพระดับราคา (Price Stability) มากกว่า เพราะแม้ว่าปัจจัยการผลิตที่เป็นน้ำมันซึ่งมาจากด้านอุปทาน (Supply Side) จะเพิ่มสูงขึ้นจนเกรงว่าระดับราคาสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เกิดเงินเฟ้อนั้น การที่ราคาน้ำมันเพิ่มและประชาชนจำเป็นต้องใช้น้ำมันเป็นการลดอำนาจการใช้จ่ายเพราะปริมาณเงินจากรายได้ประชาชนถูกใช้ไปในการบริโภคน้ำมันในส่วนที่จำเป็นอยู่แล้ว เงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายบริโภคเกินตัวย่อมจะเกิดขึ้นได้ยาก และการควบคุมมิให้ราคาปรับตัวตามระดับราคาน้ำมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการบิดเบือนความเป็นจริงตามธรรมชาติ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงจนเกินไป ก็ยิ่งจะเป็นการเร่งให้เกิดเงินเฟ้อเร็วยิ่งขึ้น และมาขึ้นไปอีก การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตถดถอยเพราะความกลัวว่าจะเกิดเงินเฟ้อจนเกินไปยิ่งก่อให้เกิดทั้งเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจซบเซาควบคู่กันได้อีกด้วย การเพิ่มขึ้นเพราะมีความต้องการลงทุนที่อาจไม่เพิ่มผลิตภาพและมีการบริโภคเกินความจำเป็นจนทำให้ระดับราคาเพิ่มขึ้นโดยปราศจากเสถียรภาพสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ออมเงินเพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนที่สามารถเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อมิให้เงินไหลออกและดึงดูดเงินเข้าประเทศนั้น ก็กลับจะมีแรงกดดันให้ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นกลายเป็นการเพิ่มทั้งกำลังซื้อและปริมาณเงินเร่งการใช้จ่ายและเร่งอัตราเงินเฟ้อมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจเริ่มซบเซา แต่มีผู้นำเงินเข้ามาเพื่อหวังได้ผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นหรือการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้น ก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจประสบภาวะที่แตกต่างไปจากการเป็นหนี้ระยะสั้นซึ่งเป็นอันตรายมากหากเศรษฐกิจเติบโตลดลงแรงกดดันเงินเฟ้อย่อมลดลง อัตราดอกเบี้ยควรลดลงมากกว่านี้ จะเพิ่มขึ้นได้อีกเพื่อให้เกิดการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพ ปรับตัวทางเศรษฐกิจได้จนเงินเฟ้อลดลง มิฉะนั้น Real Interest ก็ยากที่จะกลับมาเป็นบวก และประชาชนผู้มีเงินออมก็คงอยากส่งเงินไปออมหรือลงทุนในต่างประเทศ หรือมิฉะนั้นก็ใช้จ่ายหนีอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในสินค้าที่อาจมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปเพื่อเป็นการรักษามูลค่าของเงินที่ไม่รู้ว่าจะออมหรือรักษาไว้ในรูปของทรัพย์สินใดก็ยิ่งจะเร่งเงินเฟ้อแบบไม่รู้จบ เพราะปริมาณเงินที่ยังมีมากอยู่แม้ดอกเบี้ยจะเพิ่มแล้วก็ตามโดยสังเกตจากสภาพคล่อง
ประการต่อมา สำหรับบ้านที่ซื้อมาโดยการอาศัยเงินกู้ธนาคารที่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยก็เท่าเทียมกับอัตราดอกเบี้ย เพราะการลงทุนซื้อบ้านอยู่อาศัยควรจะเป็นเครื่องมือในการออมเพื่อลงทุนไปในตัวที่คุ้มค่า แต่ปรากฏว่าอาจจะกลายเป็น NPL และผู้ซื้อบ้านก็อาจจะไม่มีปัญญาผ่อนบ้านโดยจ่ายค่าภาระหนี้ต่อไปได้เพราะดอกเบี้ยแพงและรายได้ตามรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมากก็อาจต้องขายบ้านทิ้ง แต่ก็น่าจะขายได้กำไรเพราะบ้านที่ผ่อนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยมานานจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ย ฉะนั้นผู้ซื้อบ้านผ่อนธนาคารก็น่าจะยังมีเงินเหลือเสมือนกับเป็นเงินออมมาสู้กับภาระเศรษฐกิจที่ยากลำบากมากขึ้นได้ แต่ก็กลับปรากฏว่ามีหลายกรณีที่ผู้ซื้อบ้านผ่อนธนาคารที่เป็น NPL ยังถูกธนาคารฟ้องร้องให้ผู้กู้นำเงินมาชำระหนี้เพิ่มเนื่องจากมูลค่าบ้านที่แม้ผ่อนมานานแล้วก็ยังไม่สามารถขายหรือตีราคาเพื่อชำระหนี้ธนาคารที่ค้างอยู่ได้
หากกรณีเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าได้เกิดความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มแรกที่ผู้บริโภคอาจจะยอมรับการใช้สินเชื่อ Finance ทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่คงทนยาวนานเทียบเคียงกับระยะเวลาผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นโดยไม่รู้ตัวก็ได้ การจัดสร้างที่อยู่อาศัยทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนทุกบริษัททั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนควรจะลงทุนโดยใช้ความร่วมมือกันแทนที่จะเป็นการลงทุนแบบตัวใครตัวมันเพื่อการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและเพิ่มคุณภาพของทรัพย์สินที่จัดสร้าง เช่นมีบริเวณสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว พื้นที่รับน้ำ พื้นที่โล่ง และระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่ใช้ธรรมชาติ รวมทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการใช้น้ำที่ประหยัดเข้ามาช่วยลดค่าการลงทุนร่วมกัน ซึ่งจะสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ดีกว่าทุกวันนี้ ซึ่งชุมชนใหม่หรือเมืองใหม่ที่ขยายออกไปดูเหมือนจะไร้ทิศทางทั้งๆที่น่าจะเกิดชุมชนที่ดียิ่งกว่าชุมชนในเขตสุขุมวิท กทม.ได้หลายเท่าตัว เพราะชุมชนสุขุมวิทกำเนิดขึ้นมาเป็นอยู่อาศัยมากกว่า  ปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังไม่มีชุมชนใหม่มีคุณภาพเท่าเทียม ทั้งๆที่ขณะนี้ก็กลายเป็นชุมชนหนาแน่นไปแล้ว