SOLAR แจงเหตุเลื่อนการออกวอร์แรนต์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบจากการเกิด Dilution Effect ให้น้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาเครื่องมือทางการเงินทั้งหมดในตลาดเงินและตลาดทุนที่มีความเหมาะสมกับความต้องการใช้เงินของบริษัทและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น
นางปัทมา วงษ์ถ้วยทอง เลขานุการคณะกรรมการ บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)หรือ SOLAR เปิดเผยว่าบริษัทฯได้แจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขอชี้แจงเหตุผลการขอเลื่อนการขออนุญาตออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯโดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 150,000,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 0 บาท ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2548
ซึ่งภายหลังจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งดังกล่าวได้มีนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมดังกล่าวว่า อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการจัดหาเงินทุนของบริษัท ตลอดจนจะก่อให้เกิด Dilution Effectกับกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นบริษัทจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาเครื่องมือทางการเงินทั้งหมดในตลาดเงินและตลาดทุนที่มีความเหมาะสมกับความต้องการใช้เงินของบริษัทและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นมากที่สุดโดยบริษัทจะนำเงินทุนไปใช้เพื่อทำการตลาดในอนาคตเมื่อโรงงานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์เปิดดำเนินการ
ทางด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์เอซียพลัส จำกัด(มหาชน)มีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจผลิตและ
ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ที่มีแสงอาทิตย์เฉลี่ย 5.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้มีประสิทธิภาพในการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ครัวเรือนสามารถเข้ามามีบทบาทในการขายไฟฟ้าแก่ภาครัฐเพื่อช่วยสนับสนุนให้มีไฟฟ้าใช้ในช่วงพีคของการใช้ไฟฟ้า (11.00-14.00น.) ได้โดยรัฐไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาใหม่
แต่อย่างไรก็ตามต้นทุนในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 5 แสนบาทต่อ 1
ครัวเรือน ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนโดยรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาสูงเหมือนในต่างประเทศก็จะผลักดันให้มีการติดตั้งมากขึ้น โดยล่าสุดทางสภาอุตสาหกรรมได้เสนอราคารับซื้อไฟฟ้ากลับของภาครัฐที่ 16-17 บาทต่อหน่วย สูงเป็น 4 เท่าจากที่รัฐขายไฟฟ้าให้กับประชาชนที่หน่วยละ 3.5 บาท ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปราวเดือน ก.ย. 2549 นี้
ปัจจุบัน SOLAR อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์ จากปัจจุบันที่นำเข้ามาจำหน่าย ทำให้สามารถช่วยลดต้นทุนในได้ถึง 20% โดยโรงงานใหม่นี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20-25 เมกกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2550 ซึ่งจะช่วยทดแทนโรงงานปัจจุบัน ที่ทำหน้าที่เพียงนำแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบเป็นระบบเท่านั้น โดยมีกำลังการผลิตที่ 30 เมกกะวัตต์ แต่ทั้งนี้หากความต้องการระบบโซลาร์เซลล์มีการเติบโตสูงมากกว่ากำลังการ ผลิตที่โรงงานใหม่ผลิตได้ ทางบริษัทก็จะมีการนำเข้าแผ่นโซลาร์เซลล์มาประกอบเพิ่มเติมภายใต้โรงงานเดิม
ทั้งนี้ผู้บริหารได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2549 นี้อยู่ที่ 20%yoy โดยจะมุ่งเน้นไปที่ภาคเอกชนมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วนรายได้ภาครัฐต่อภาคเอกชนที่ 80:20 จาก เดิม 90:10 ทั้งนี้ภาครัฐจะเป็นการรับรู้รายได้จาก 1) ส่วนที่ค้างจากโครงการโซลาร์โฮมเฟส 1 จำนวน 5,000 ระบบ 2) โครงการโซลาร์โฮมเฟส 2 ที่ทาง SOLAR ประมูลได้ 18,888 ระบบ และ 3) คาดจะชนะการประมูลโครงการโซลาร์โฮมเฟส 3 จำนวน 17,000
ระบบ ซึ่งจะได้ข้อสรุปสิ้นเดือน มี.ค. 2549 นี้
นอกจากนี้ SOLAR ได้รับงานติดตั้งระบบที่ประเทศพม่าคิดเป็นมูลค่า 14.2 ล้านบาท โดยจะบันทึกเป็นรายได้ในปีนี้ ดังนั้นส่งผลให้แนวโน้มรายได้ในปี 2549 มีการเติบโตเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยคาดว่าหากภาครัฐมีนโยบายอย่างแน่ชัดในการรับซื้อไฟฟ้ากลับจากประชาชนจะส่งผลให้ SOLAR มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอีกจากการรับรู้รายได้จากการขายและติดตั้งระบบแผงโซลาร์เซลล์จากภาคเอกชนและต่อเนื่องไปในอนาคตอย่างแน่นอน